[BT] Warmn Body

posted on 28 Jun 2013 21:08 by esther-terrible in Esther

               

 

 
Talk ก่อนอ่าน : ไม่ได้เขียนเรื่องเทอรี่มานาน เขียนๆหยุดๆลบๆ ผ่านไปก็หลายปีที่เธอไม่ได้ออกมาโลดแล่น ตอนนี้เกิดขึ้นตอนเช้าของวันคริสต์มาสอีฟ ปี 2012 ค่ะ
 

                คริสต์มาสอีฟ 2012 

 

การตื่นขึ้นมาโดยมีคนนอนอยู่ข้างตัวสำหรับหลายคนคงไม่แปลก...ต่อให้เป็นคนนอกครอบครัว...ไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมา ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับหลายๆคนในโลก

                        สำหรับบางคน มันเหมือนปุ่มจุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์โดนกระทืบแรงๆจนไม่อาจยกเลิกการระเบิดได้

                มันคือคำอธิบายความรู้สึกแรกทันทีที่เธอสัมผัสได้ว่ามีไออุ่นจากร่างกายมนุษย์แผ่อยู่ข้างตัว ที่รู้เพราะเธอได้กลิ่นที่ผิดไปจากสิ่งที่ขึ้นมานอนบนเตียงของเธอได้ นั่นคือ เซอร์ลอยน์ คาปิบาร่าของเธอ เธอกำลังจะกระชากตัวจากเตียงแต่มือที่วางลงบนศีรษะและลูบเบาๆทำให้เธอสงบลง

                “ไม่เป็นไรแล้ว” เสียงอ่อนโยนพูด “หลับต่อเถอะ”

                เธอหลับตา และเชื่อฟังคำพูดนั้น

 

                แสงอาทิตย์อุ่นอันหาได้ยากในฤดูหนาวกลายเป็นสิ่งที่แสนโหดร้ายในเช้าที่สมองใครสักคนตกอยู่ในภาวะเกียจคร้าน ลำแสงที่ลอดผ่านม่านแยงตาทิ่มแทงอย่างหยาบคาย หญิงสาวขยับกายลุกอย่างยากลำบาก กระพริบตาถี่เพื่อไล่ความมึนชา เธอกวาดมือออกไปข้างตัว...มันว่างเปล่า

                แต่เตียงอีกฝั่งมีร่องรอยของการทิ้งน้ำหนัก แต่ไม่ได้มีสภาพกระจัดกระจายยับเยิน เพียงแค่เหมือนใครบางคนทิ้งตัวลงนอนข้างๆเธอเท่านั้น

                เตียงเย็นชืด...จนน่าสมเพช

                เธอสำรวจตัวเองที่อยู่ในชุดนอนตัวหนา และกางเกงขายาว ยังคงเป็นตัวเดิมที่เธอใส่เข้านอน เธอหย่อนเท้าลงบนเตียง นาฬิกาตัวเลขที่หัวเตียงบอกเวลา 8 โมงเช้า และบอกวันที่ว่า 24 ธันวาคม

                ความทรงจำเก่าแล่นกรีดขึ้นมา เธอรู้สึกว่ามือกำลังกำผ้าปูที่นอนแน่น ก่อนจะผ่อนหายใจออก

                มันผ่านไปแล้ว และจะไม่หวนกลับมาอีก

                แต่แม้จะผ่านไปหลายคืน หลายวัน หลายเดือนปี จนเหตุการณ์นั้นถูกเลือนหายไปจากความทรงจำของเธอหากเมื่อย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม...เมื่อสัญญาณของคริสต์มาสปรากฏขึ้นทุกหนแห่ง มันได้นำเธอกลับไปสู่ค่ำคืนนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายปี เธอพยายามหาสิ่งสารพัดมาทำให้ตัวเองหมกมุ่นเพื่อที่จะไม่ต้องคิดถึงมันอีก ไม่ใช่เรื่องง่ายสักนิด

                เธอมองไปยังเหล่าผลงานที่เธอประดิษฐ์ด้วยไหมพรมหลากสี ทั้งเสื้อไหมพรม ผ้าพันคอ ถุงมือ ถุงเท้า ไปจนถึงผ้าห่มเย็บมือหลายผืนที่เตรียมไว้มอบให้คนรอบตัว งานฝีมือที่ใช้สมาธิช่วยดึงความสนใจของเธอไปจากเหตุการณ์ในอดีตได้ดี เธอมองกล่องใส่เครื่องมือเย็บปัก และงานชิ้นล่าสุดที่กำลังลงมือเย็บอยู่ มันเป็นผ้าคลุมสำหรับให้นมเด็กอ่อนที่เธอทำให้ชีล่า เธอเย็บเสร็จเมื่อสามเดือนก่อนแล้ว และใช้เวลาก่อนนอนลงมือปักลวดลายกระต่ายและนกมาหลายวัน บัดนี้เสร็จสมบูรณ์สวยงามเตรียมที่จะนำไปมอบให้เพื่อนบ้านของเธอที่จะเจอกันในงานเลี้ยงคริสต์มาส ถ้าได้เจอกันก็คงให้ต่อหน้าแต่ถ้าไม่ได้เจอ...เธอคงฝากสวิตรเอาไปให้

                ชีล่าเป็นเพื่อนคนแรกๆของเธอในบลอดเวน เป็นเพื่อนบ้านที่ดี เธอดีใจที่ชีล่าได้ลงเอยกับคนที่ดีอย่างคุณน็อกซ์-แกริสัน เพื่อนของเธอสมควรได้มีคนดีๆเข้ามาเป็นคู่คิด คู่ชีวิต

                        ตั้งแต่ย้ายมาบลอดเวน ประสบการณ์ใหม่ๆที่สวยงามเริ่มเข้ามาแทนที่ความทรงจำเจ็บปวด บรรยากาศของบลอดเวนทำให้คนมีความสุข...มีความรัก ไม่ว่าจะกับธรรมชาติ กับสัตว์ หรือคน               

เธอสะดุดตากับบัตรเชิญที่เป็นภาพวาดสีน้ำเป็นรูปชายหญิงเดินจูงมือกันบนชายหาดที่อยู่ในตะกร้างานฝีมือ บัตรเชิญนี้ถูกส่งมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แต่คำเชิญจากปากเจ้าของงานนั้นมากับภาพเคลื่อนไหวของเจ้าตัวผ่านเว็บแคม เฮเลนเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเธอ และจะแต่งงานกับคนรักที่คบหากันมาหลายปีในเดือนเมษายนที่ฮ่องกง และเฮเลนอยากให้เธอเป็นหนึ่งในเพื่อนเจ้าสาว เธอยังไม่ได้ให้คำตอบเพื่อน  เพื่อนคนอื่นๆก็ชักชวนเข้ามา ส่วนหนึ่งถือโอกาสพาครอบครัวไปพักผ่อน ซึ่งเพื่อนๆของเธอพากันมีครอบครัวกันเกือบหมดแล้ว บ้างมีลูกเต้าหลายคนด้วย น้อยคนในรุ่นจะเป็นโสด หากไม่เช่นนั้นก็มีคู่เป็นเพศเดียวกันซึ่งก็เข้าข่ายมีครอบครัวแล้วอยู่ดี

                “ถ้าเธอมีแฟนก็เอามาเปิดตัวเลย มีแต่คนอยากเห็นแฟนเธอ พามานะ เราออกค่าตั๋ว ค่าวีซ่าให้” ว่าที่เจ้าสาวพูดอย่างตื่นเต้นผ่านกล้องเว็บแคม แน่นอนเธอปฏิเสธเรื่องมีคนรัก เพื่อนก็ไม่ได้ว่าอะไร นอกจากอมยิ้ม

                ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่แฟน ไม่ใช่คนรักของเธอ ไม่ใช่คนที่เธอคิดคบหาเพื่อที่จะร่วมชีวิตด้วย แต่เขาเป็นอะไร?

                คนรู้จัก คนคุ้นเคย เพื่อน กาฝากกินข้าวฟรี?

                คนที่นั่งอยู่กับเธอตลอดคืน ในคืนคริสต์มาสไม่กี่ปีก่อนที่เธอต้องหวนกลับมาเจอผู้ชายเลวๆที่เคยทำเรื่องโหดร้ายต่อเธอเมื่อครั้งเป็นเด็กสาว เพียงแค่มันคนนั้นเวียนกลับเข้ามาในชีวิตเธอเพียงไม่กี่นาที แต่กลับปลุกความทรงจำเจ็บปวดที่เธอเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกออกมาอย่างรุนแรง

เขาคือคนที่พาเธอกลับมาสู่ความอบอุ่นปลอดภัยของบ้าน วางเธอลงบนเตียงอย่างอ่อนโยน และอยู่ข้างๆเธอตลอดทั้งค่ำคืนนั้น หากพูดให้น้ำเน่าก็คงจัดเป็นสุภาพบุรุษที่ไม่ฉวยโอกาสกับผู้หญิงที่กำลังอยู่ในภาวะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

                ถ้าพูดให้ใกล้กับความเป็นจริง...เขาคือเพื่อนที่ดี

                 เขาต้อนรับยามเช้ากับเธอ กุมมือเธอ ไม่ได้ถอยห่างเหมือนที่เขาทำเมื่อเจอผู้หญิงอื่นๆ เมื่อเธอลุกลงมาที่ครัวก็พบว่ามีข้าวต้มรออยู่ มันไม่ได้อร่อยเป็นพิเศษแต่ทำให้ท้องอบอุ่น

                เขานั่งอยู่กับเธอทั้งวัน ทานอาหารฉลองด้วยกันเงียบๆ นอนลงบนพรมนุ่มเพื่อแกะของขวัญของเธอด้วยกัน ดื่มน้ำทับทิมหวานที่เธอคั้น แล้วผล็อยหลับไปหน้าเตาผิงด้วยกันอย่างเงียบเชียบ

                คริสต์มาสนั้นเป็นครั้งแรกนับแต่เหตุการณ์เลวร้ายที่เธอรู้สึกสงบ อบอุ่น ปลอดภัย และอยู่ในแสงสว่าง มิใช่ขดตัวในความมืดเหมือนที่ผ่านมา เมื่อวันนั้นจบลง เธอเอ่ยอำลาเขาที่หน้าประตู เอ่ยขอบคุณ และเดินกลับเข้ามาในบ้านที่ว่างเปล่าแต่ในใจมิได้เปล่าว่าง เพียงแต่ไม่เข้าใจสิ่งที่ตนรู้สึก และไม่แน่ใจว่าต่อไปจะปล่อยให้เป็นอย่างไร

                วันคืนผ่านไป เธอเริ่มไม่แน่ใจว่ารู้จักความรู้สึกนี้ดี และไม่มีทางรู้เลยว่าเขารู้สึกแบบเดียวกันหรือไม่ แต่นี่เป็นอีกปีที่เขาอยู่กับเธอในคืนก่อนคริสต์มาสเพื่อไม่ให้เธอต้องอยู่คนเดียว...เผชิญกับฝันร้ายคนเดียวอย่างที่เคยเป็น ตั้งแต่วันที่เธอเล่าให้เขาฟังถึงสิ่งที่เกิดหลังจากวันที่ตื่นขึ้นเพราะกลับไปพบกับต้นเหตุของฝันร้าย เธอถ่ายทอดสิ่งที่เธอเผชิญมาเกือบสิบปี กับร่องรอยแผลเป็นที่เธอสร้างให้กับตัวเองในยามที่ไม่สามารถทนต่อฝันร้ายนั้นได้ ให้เขาเห็นยาหลากขนานที่เธอต้องกินเพื่อให้ผ่านพ้นค่ำคืนเดือนธันวาคมไปได้อย่างคนปรกติ ให้เขารู้ว่าความร่าเริงเป็นเพียงหน้ากากที่เธอสวมเพื่อหลอกตัวเอง

                เธอรอให้เขาเห็นความจริง และแสดงท่าทีที่แตกต่างไปจากเดิม เขาควรจะรังเกียจ ถอยห่าง เหมือนผู้ชายคนอื่นๆที่ไม่เคยได้รับรู้เรื่องในอดีตนี้แต่แค่เห็นรอยแผล และรู้ว่าเธอต้องพึ่งยาระงับความเครียดหลายชนิด แม้เพียงช่วงระยะเวลาเดียวของปี...ทุกปี ก็ตัดสัมพันธ์กับเธอสิ้น ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้หรือเคียงข้างผู้หญิงที่ผิดปรกติเช่นเธอ

                แล้วเขาที่รู้ความลับของเธอ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร?

                คำตอบ...มันคือการที่เขาทำเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงเย้าแหย่เธอดั่งเดิม ไม่ได้แสดงท่าทีสงสาร หรือเห็นใจ ไม่ได้มีคำหวานหูหรือคำปลอบประโลมมากมายให้ได้ยิน

                เขาแค่อยู่กับเธอในคืนต่อมา ลูบหัวเธอเมื่อเธอผวาตื่นเพราะฝันร้ายและเริ่มควานหายา แต่เมื่อเขาเตือนว่าตอนนี้เธออยู่ในโลกแห่งความจริง ฝันร้ายทำอะไรเธอไม่ได้เธอก็สงบลง ปีต่อมา เธอทิ้งยาทั้งหมดไป และลองใช้ความกล้ารับมือกับมัน เธอทำมันได้ไม่ดี โทรศัพท์ไปหาเขากลางดึกของวันที่สิบห้า ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็มาถึงบ้านของเธอ เธอขดตัวอยู่ที่มุมห้อง ห่างจากเตียง เขานั่งลงข้างเธอที่สั่นเทา จับมือของเธอขึ้นมา พูดเพียงแค่ว่า “มือเย็นนะ แต่ยังไม่ตาย”

                ไม่ใช่ประโยคที่ดี แต่ทำให้เธอหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา เขาโปะผ้าห่มลงบนตัวเธอแล้วนั่งลงใหม่ เซอร์ลอยน์เข้ามาซุกระหว่างเธอกับเขาแบบที่มันไม่เคยทำมาก่อน มันเคยกลัวเขาจับกิน แต่นับแต่คืนนั้นดูเหมือนมันจะหายกลัว

                คืนต่อมาเธอฝันร้ายอีกครั้งและโทรหาเขา เขาก็มาทันที ไม่ได้แสดงท่าทางรำคาญที่ถูกปลุกขึ้นมาตอนเที่ยงคืน ในตอนเช้าเธอขอโทษเขาและสัญญาว่าจะไม่เรียกอีก เขากลับส่ายหน้า บอกว่าถ้าไม่อยากโทรก็ให้ผีไปเรียกก็ได้ เธอถึงกับไปไม่เป็น และเขาก็ดูสนใจสโคนอบใหม่ๆที่เธอทำในตอนเช้าวันนั้น

                เขาออกไปเปิดร้าน เธอก็ไปเปิดแผง เมื่อกลับมายามพลบค่ำเธอก็พบว่าเขามานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น มีผีพ่อบ้านรินชาท่าทางร่าเริง กุมารน้อยทั้งสามโผเข้ามากอดเธอนัวเนีย เรียกแม่จ๋าๆน่ารัก ทำให้เธอยิ้มได้

                “เด็กมันคิดถึงแม่ รบเร้าให้พ่อพามาหาแม่ บัดนี้พ่อหิว แม่เตรียมข้าวให้พ่อทีได้ไหมจ๊ะ” เขาพูดแบบไม่เกรงใจเหมือนเคย แต่มันทำให้เธอหัวเราะออกมาได้ ไม่ได้รู้สึกฉุนหรือหงุดหงิดอีกต่อไป

                ในปีต่อมามันก็เป็นเหมือนเดิม...แต่เธอดีขึ้น...มีความทรงจำดีๆมาช่วยให้ความทรงจำร้ายๆค่อยๆจางลง  

 

                กลับมาสู่ปัจจุบัน ฝันร้ายไม่ได้จางหายไปจนหมดสิ้น ผิดแต่วันนี้เธอมีทางที่จะต่อกรกับมัน เธอสูดลมหายใจลึก และยิ้มให้กับเงาของตัวเองที่มองกลับมา ก้มลงมองสิ่งที่ห้อยกับสร้อยเชือกถักบนคอ มันเป็นหอยเบี้ยที่ห่อหุ้มด้วยเชือกถักเป็นลวดลายแปลกตาที่เธอห้อยไว้บนคอระหงเป็นเครื่องประดับเดียวที่เธอสวม  

“นี่เขาเรียกว่า – เบี้ยแก้-จะบอกให้ว่าอันนี้มันประมาณค่าไม่ได้เชียวนะ” ผู้ให้บอกแก่เธอหลังจากที่สวมของขวัญวันเกิดให้เธอ“มีชิ้นเดียวในโลก มีเงินล้านก็แลกไม่ได้ เพราะเมดบายข้าพเจ้าคนนี้กับมือ รับรองสรรพคุณตลอดชาติ” 

                หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงตอกกลับว่า เพราะไม่มีค่าอะไรให้ประเมิน แต่ในวันนั้นจนถึงวันนี้เธอเห็นด้วยกับเขา... ไม่ว่าจะชิ้นเล็กหรือใหญ่ หายาก หรือง่าย ราคาเท่าไหร่ แต่ถ้าเรารักผู้ที่ให้ ย่อมมีค่าเกินกว่าจะประเมินด้วยหลักเกณฑ์ใด

                ใช่....เธอรักผู้ชายคนนั้น

                เธอรัก อาคม ปราณชีพ

                ประตูห้องน้ำเปิด ไอน้ำร้อนพวยพุ่งเข้ามาในห้องที่เล็กแต่อยู่สบายสมราคาที่ไม่สูง กลิ่นสบู่ปนเข้ากับกลิ่นกำยาน กลิ่นน้ำอบ กลิ่นธูป ที่รวมกันกลายเป็นกลิ่นของเจ้าของห้องได้อย่างลงตัว

                ชายหนุ่มนุ่งเพียงผ้าขาวม้าสีซีดจางออกจากห้องน้ำ มีหยดน้ำเกาะพราว เส้นผมยาวระไหล่ ดูเหมือนหมีแสนเกียจคร้านที่เพิ่งขึ้นจากลำธาร เมื่อเห็นว่าเธอตื่นเขาก็ยิ้มจนเห็นเขี้ยวขาว ก่อนจะหันไปค้นตู้เสื้อผ้า เอสเธอร์ขยับปลายเท้าไปมาเพื่อไล่ความหนาวชาที่ปลายเท้า ห้องของอาคมไม่ได้อุ่นสบายเหมือนบ้านของเธอ ไม่ได้ตกแต่งอย่างพิถีพิถัน เป็นเหมือนถ้ำของหนุ่มโสด แต่กลับไม่ได้แห้งแล้งหรือเย็นชา ตรงกันข้าม กลับทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ

หลังจากปลายเท้าเริ่มมีความรู้สึก เธอก็ลุกจากเตียงไปยังมุมหนึ่งของห้องที่อุทิศให้เป็นที่สถิตของเหล่าไหมพรมและงานฝีมือที่เธอเอาติดตัวมาทำที่ห้องแห่งนี้ (หรือที่เจ้าของห้องวิจารณ์ว่า “จะเรียกว่าทำรัง สร้างอาณานิคม ขยายเขตแดน หรือเปิดโรงงานนรกแห่งใหม่ดี?”) แล้วหยิบผ้าพันคอแบบมีฮู้ดในตัวสีแดงเขียวเหลืองเจิดจ้าวางพับอยู่เด่นเป็นสง่า เดินเข้าไปส่งให้ชายหนุ่มที่แต่งกายท่อนบนเกือบเรียบร้อยแต่ยังคงนุ่งผ้าขาวม้าลอยชายตามประสาชายไทย (ดังที่เจ้าตัวกล่าวอ้าง) ที่เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองชินกับมันได้อย่างไร (เพราะฉันมีพี่ชายฝาแฝด---เธอคิดปลอบตัวเอง) แทนที่จะรับไปสวมเองดีๆ อาคมกลับเลิกคิ้วขึ้น พยักหน้าให้ และยิ้มมุมปากโชว์เขี้ยวข้างเดียว (ที่เจ้าตัวคิดว่ามันเท่มาก) ทำให้เจ้าของผลงานต้องก้าวเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นเพื่อยกผ้าพันคอผืนนั้นสวมคอให้ เมื่อเขาไม่มีท่าทีจะจัดการดึงฮู้ดขึ้นเอง มือของเธอจึงยังคงอ้อมคล้องคอของเขานิ่ง อาคมพยักหน้าอีกครั้งเธอจึงดึงหมวกฮู้ดขึ้นสวมจนปรกเส้นผมยาว

“อุ่นดี” เขาพูด

“ก็ใช้ไหมพรมอัลปาก้า..”

“หมายถึง ตัวคุณ”

หญิงสาวผละออกแต่สองมือใหญ่กลับทาบลงบนแก้มเธอ ตรึงให้ต้องสบตากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระยะห่างมันใกล้...ใกล้ จนเธอรู้สึกถึงไออุ่นของเขาได้อีกครั้ง...หัวใจเต้นระรัวเมื่อเขาเกลี่ยปลายนิ้วไล้แก้มของเธอ....

ก่อนที่จะลงมือดึงแก้มเธอยืดๆขยับไปมา...ประหนึ่งเธอคือกระต่ายตัวน้อยที่กำลังถูกหมียักษ์มันเขี้ยวเอ็นดู...ระหว่างที่คิดว่าเอาไปปิ้ง ต้ม ผัด แกง หรือทอด หรือกินดิบๆดี...

พอเธอหลุดออกมาได้ก็ยืนนิ่ง นาน ในขณะที่ฝ่ายชายเดินไปค้นตะกร้าผ้าที่เพิ่งจะซักรีดเสร็จแต่ยังไม่ได้เก็บเข้าตู้ หญิงสาวรู้สึกว่าต้องเอาตัวเองออกจากจุดนี้ให้เร็วที่สุด และเลือกที่จะเข้าห้องน้ำเพราะดูเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล หากไม่ทันที่จะปิดประตูก็ได้ยินเสียงเจ้าของห้องเอ่ยขึ้นมา

 “วันนี้ไปเดทกันนะ”

                “คะ?”

                มีแต่เสียงร้องเพลงงึมงำจากหลังประตูให้ได้ยิน

                “จุงกาเบน จุงกาเบน ใครไม่นุ่งกางเกง เรานั่นเอง เรานั่นเอง สวมกางเกงแก้หนาวเอย เฮ้”

 
แถมพก:
ผ้าพันคอที่แม่หมอถักให้เป็นแบบ Schoodie ค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

กรี๊ดด ไม่รู้มาก่อนเลยว่าสองคนนี้เขาไปกันถึงไหนๆแล้ว อ่านแล้วแอบเขินเลยค่ะ คิดว่าทั้งสองคนดูเข้ากันดีจัง คู่แม่หมอพ่อหมอล่ะ ว้ายๆ cry

#1 By ยู่ยี่. on 2013-07-14 15:28

Tags