[BT] Some days before Christmas 02

posted on 09 Jan 2011 23:39 by esther-terrible in Esther
Entry นี้เป็นส่วนหนึ่งของ Blodwen
ภพ: Blodwen ภพหลัก
เวลา : ไม่กี่วันก่อนคริสต์มาส

 

ตอนสอง

 

รสชาติของจุมพิตที่บดเบียดลงมาทำให้รู้สึกอยากอาเจียน และนั่นไม่ใช่เพราะเหล้าที่เธอดื่มเข้าไป เธอพยายามผลักผู้ที่ทาบทับบนร่างออกเมื่อตระหนักได้ว่าเขากำลังทำมากกว่าการจูบ และยังต่อหน้าพรรคพวกของเขาด้วย

“หยุดนะ! อย่า!

“เหอะน่า” น้ำเสียงลุ่มลึกที่เคยทำให้เธอเคลิ้มกำลังพร่าด้วยปรารถนา “อย่าเล่นตัวสิ...แอชชี่ เธอโชคดีแค่ไหนที่ฉันเลือกนอนกับเธอคืนนี้”

คำพูดน่ารังเกียจ....เธอจิกเล็บใส่คอและหน้าเขาจนเขาได้เลือด

“อี....!!” ฝ่ามือของนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลฟาดเข้าใส่เธอโดยแรง เสียงหนุ่มสาวที่ดื่มกินกันอยู่ใกล้ๆหัวเราะราวกับเป็นเรื่องสนุก...ไม่สิ...สำหรับพวกเขา มันคือเรื่องแสนสนุกรื่นรมย์เหลือเกิน บางที นี่อาจจะเป็นสิ่งที่วางแผนเอาไว้เพราะจู่ๆก๊วนนี้คงไม่ปล่อยเด็กเนิร์ดเข้ามาร่วมด้วย

“เฮ้ย มาช่วยกันจับนังนี่ที.....”  มันไปเรียกเพื่อนร่วมทีม แต่ละคนยิ่งหัวเราะหนัก ผละจากสาวๆของตนตรงมายังเด็กสาวซึ่งถูกกดลงกับโต๊ะ แว่นตาของเธอตกลงพื้น และถูกเหยียบจนเละ

“เมอร์รี่ นิวยอร์ค คริสต์มาส แม่สาวชาวบึง”

 

 

เซอร์ลอยน์กับอาร์มานด์ตกใจตื่นเพราะเสียงร้องไห้ของ “มี๊” เจ้าหนูตะเภายักษ์ปีนขึ้นมาหาเธอ เอาจมูกดุนๆหญิงสาวซึ่งนั่งกอดเข่าตัวสั่น ลิ้นสีชมพูเลียหยาดน้ำตาที่อาบแก้ม แล้วก็ซุกเธอ แม้จะพูดไม่ได้แต่ก็ส่งเสียงครางอื๊ดๆเหมือนจะพูดปลอบใจ

“ไม่เป็นจ้ะ ไม่เป็นไร” เธอลูบตัวอุ่นๆของเจ้าหนูตะเภายักษ์ มันทำให้เธอสงบลงได้เพราะไออุ่นนี้คือสิ่งที่เตือนให้เธอระลึกได้ว่า ตอนนี้เธออยู่ที่บลอดเวน ห่างไกลจากบ้านหลังนั้น....จาก นิวยอร์คเป็นพันไมล์ ที่สำคัญ เหตุการณ์นั้นก็ผ่านไปเกือบสิบปีแล้ว

เด็กสาวที่ทั้งโง่ และแสนซื่อจนยอมให้คนอื่นจูงไปสู่ขุมนรกก็ได้ตายไปแล้ว

เธอสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามตั้งสติ ตัวเลขดิจิทัลที่ฉายจากนาฬิกาบนตัวเตียงลงบนเพดานบอกเวลาตีสี่ครึ่ง เธอนอนเมื่อห้าทุ่ม ถึงตอนนี้ก็ไม่อยากกลับไปนอนแล้ว สมองยังกรุ่นกับความทรงจำที่กลับมาในรูปฝันร้าย  เธอต้องรีบทำให้ตัวเองเลิกคิดถึงมันโดยเร็วที่สุด

หญิงสาวลุกขึ้นสวมเสื้อไหมพรมตัวยาวทับเสื้อคลุมตัวหนาที่สวมทับชุดนอนอีกชั้น ก้าวไปในความมืดสู่ห้องแต่งตัวซึ่งมีกระจกบานใหญ่ เธอเลือกเปิดไฟสีนวลแทนนีออน มองเงาตัวเองสะท้อนบนกระจก เรือนผมกระจายรุ่ยร่าย ดวงตาบวมก่ำ มีเสียงแกร่กๆข้างตัว เจ้าเซอร์ลอยน์กำลังเขี่ยๆเพื่อทักทายเงาตัวเอง

“ชู่วว ออกไปก่อนนะลูก” เธอบอกกับมันเสียงนุ่มนวล คาปิบาร่าตัวกลมเงยหน้ามอง ส่ายก้นไปมา แล้วก็วิ่งออกไปอย่างว่าง่าย เธอปิดประตูห้องแต่งตัวตามหลัง แล้วเดินกลับไปยังกระจก จ้องลึกลงไปในตาตัวเอง

 

                ทะเลยามเช้าหน้าหนาวมีหมอกหนาจนเหมือนกับหนังสยองขวัญ ทว่าสำหรับเธอแล้วมันสวยงามเหลือเกิน เอสเธอร์จุ่มเท้าเปล่าลงสู่สายน้ำเย็นจัด หัวเราะเบาๆเมื่อฟองคลื่นซัดผ่านข้อเท้าให้จั๊กกระจี้ กลิ่นทะเลทำให้นึกถึงวัยเยาว์ที่เคยอ้อนตาให้พามาดูสะพานปลา ยามที่เรือชาวประมงกลับเข้าฝั่งและเปิดการซื้อขายปลา บลอดเวนไม่ใช่เมืองประมงใหญ่ ที่นี่ทำประมงพอเลี้ยงชาวเมืองเท่านั้น นานๆจะฮือฮาเพราะจับทูน่าได้สักตัวสองตัว ค่อยได้เอิกเกริกกัน

                เมื่อเดินย่ำทรายเปียกจนเท้าชาเพราะความหนาว หญิงสาวก็กลับขึ้นสู่ถนนริมหาด แก้มปลั่งเพราะความเย็น ยิ่งใกล้คริสต์มาสอุณหภูมิยิ่งลงต่ำ หลายคนยังแปลกใจว่าทำไมไม่เห็นหิมะเลย บางคนเลยตอบว่า สวรรค์คงจะอั้นไว้ถล่มวันคริสต์มาสทีเดียว เธอเดินห่อตัวในเสื้อกันหนาวตัวหนาเพื่อกลับบ้าน รู้สึกปลอดโปร่งในใจขึ้นมาก

เมื่อเดินผ่านจัตุรัสที่ได้รับการตกแต่งสวยงาม ส่งกลิ่นอายแห่งเทศกาลเต็มเปี่ยม เธอก็หวนนึกถึงจัตุรัสแจ๊กสันของนิว ออร์ลีนส์ขึ้นมา ป่านนี้ก็คงเต็มไปด้วยของประดับ ต้นคริสต์มาส และไฟตกแต่ง วงดนตรีก็มาปักหลักเล่นเพลงคริสต์มาสด้วยสำเนียงเสียงดนตรีแจ๊ส ไม่เท่านั้น ทุกทั่วหัวถนนจะอยู่ในอารมณ์ฉลองกันหมด ฉูดฉาด เต็มไปด้วยสีสัน เร่าร้อนในทุกจังหวะ

คริสต์มาสของบลอดเวนนั้นนุ่มนวล สนุกสนานด้วยเสียงเพลงพื้นบ้าน เพลงโบสถ์ อบอุ่นจากอ้อมกอดและรอยยิ้ม เป็นโลกเรียบง่าย หากไม่ไร้ซึ่งสีสันแห่งชีวิต วันเวลาสงบสุขทำให้ชาวเมืองเริ่มเบื่อกับความจืดชืด(แม้จะมีป้า ม. พยายามเติมไข่ใส่สี สร้างกระแสเป็นระยะๆก็ตาม) พอถึงเทศกาลใดๆเมืองเลยมีสีสัน และตื่นตัวกันมาก รายการอาหารสำหรับงานเลี้ยงคริสต์มาสเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมนูหลักก็พวกอาหารพื้นเมือง อาหารเทศกาล อย่างไก่ฟ้าย่าง เค้กขอนไม้ ขนมหวานของเด็กๆ นอกจากนี้ จะมีซุ้มอาหารนานาชาติเพื่อให้สมกับความเป็นเมืองที่มีคนจากหลากหลายประเทศ รายการนานาชาติ อาทิ ขนมจีน พลัมพุดดิ้ง เป็ดส้ม ติ่มซำ เป็นต้น  เบ็ดเสร็จรายการอาหารก็ยาวเป็นบัญชีหางว่าวซึ่งเมื่อเอสเธอร์ได้อ่านสรุปแล้วก็มีความเห็นว่าควรเปลี่ยนชื่อเป็น เทศกาลบริโภคไม่คิดมาก มากกว่า..

                เธอนึกถึงคริสต์มาสครั้งก่อนๆในวัยเด็กซึ่งไปอาศัยหลายประเทศ ที่ฮาวายก็เป็นแบบหนึ่ง ที่ฝรั่งเศสก็แบบหนึ่ง แม้แต่นิวยอร์ค....

                ไม่....เธอจะไม่นึกถึงมันอีก.......

 

 

                แม้จะดูห่าม หากในสายตาของเอสเธอร์ เออร์เนส เด็กหนุ่มที่มาส่งของสด และรับจ้างทำงานจิปาถะแก่เธอก็ยังคงเป็นเด็ก การแต่งกาย ท่าทาง คำพูดคำจาแม้จะไม่ค่อยเข้าตาเข้าหูคนอื่น แต่สำหรับเธอเขาก็น่าเอ็นดูไม่น้อย เออร์เนสทำให้เธอนึกถึงเอวารีสสมัยวัยรุ่นซึ่งทำตัวต่อต้านสังคมเต็มที่ ยิ่งเมื่อรู้ว่าเด็กหนุ่มมีภาระดูแลน้อง จนต้องทำงานเกินวัยทำให้เธอนึกอยากช่วยเหลือขึ้นมาไม่ได้ แต่เออร์เนสเหมือนลูกสุนัขหัวดื้อที่ตัวสั่นไป ขู่คำรามไป ไม่ยอมกินอาหารจากใครเปล่าๆ เธอจึงจ้างให้เขามาทำงานงานดูแลสวน ช่วยขัดมีด ขัดหม้อยา และเรียงหนังสือเข้าชั้นทุกๆสามวันเพื่อเป็นรายได้นอกเหนือจากงานสารพัดที่เขาทำอยู่แล้ว

                นาดาล ผีพ่อบ้านเคยรายงานว่าเออร์เนสทำงานเรียบร้อยดี แม้ตอนแรกคุณผีพ่อบ้านจะคอยเดินตามติดทุกฝีก้าวด้วยความไม่ไว้ใจ เตรียมจะสำแดงเดชหากเออร์เนสหยิบฉวยอะไร แต่ผ่านเดือนแรกไป นาดาลก็เลิกระแวง เปลี่ยนเป็นชื่นชม “ลูกมือ” ของตัวเอง เออร์เนสจะเก็บห้องหนังสือเอาไว้เป็นลำดับสุดท้าย ยามเข้าไปจัดห้องนั้นเด็กหนุ่มจะพักมือจากงานเพื่อใช้เวลากับหนังสือ สะท้อนว่าลึกๆแล้วเด็กหนุ่มยังอยากกลับไปเรียน เธอเคยถามเขาว่าหากได้ทุนการศึกษาเขาจะไปเรียนไหม หากเออร์เนสก็ปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า ถ้าไปเรียนก็จะทำงานได้น้อยลง...น้องจะลำบาก

                วันนี้เขามาช่ว